gavgavka.com

Menu Close

เดือน: มิถุนายน 2019 (page 2 of 3)

คาร์เมโล่ แอนโธนี่

คาร์เมโล่ แอนโธนี่
คาร์เมโล่ แอนโธนี่

คาร์เมโล่ แอนโธนี่ หรือMelo Man“เมโล่ แมน”นักบาสในตำแหน่งSmall Forward เริ่มเส้นทางของการเล่น บาสเก็ตบอล ในเดือน มิถุนายน ในปี 2003 หลังจากถูกรับเลือกในการเล่นรายการ NBA Draft ในการคัดเลือกด เมโล่ ถูกเลือกโดย เดนเวอร์ นักเก็ตส์

ประวัตินักกีฬา คาร์เมโล่ แอนโธนี่

ชื่อเต็มคือ Carmelo Kyam Anthony ฉายาของเขา “Melo Man” เล่นตำแหน่ง  Small Forward เกิดวันที่ 29 พฤษภาคม ในปี ค.ศ. 1984 อายุ 34 ปี เกิดในเมือง บรูคลิน (Blooklyn) นิวยอร์ค (New York) สหรัฐอเมริกา สัญชาติ  American เมโล่ มีส่วนสูงถึง 2.03 เมตร น้ำหนัก  104 กรัม สังกัดทีม  New York Knicks และความสามารถของ เมโล่ ได้ฉายแววตั้งแต่ในเกมที่ UFA877 เดนเวอร์ นักเก็ตส์ เปิดบ้านและได้เอาชนะ ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส 80-72 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ในปีค.ศ. 2003 โดยในเกมนี้เขาได้ทำแต้มถึง 12 คะแนน 7 รีบาวด์และ 3 แอสซิสต์เลยทีเดียว และเขายังได้สร้างประวัติศาสตร์การเป็น นักบาสเก็ตบอลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA อันดับที่ 2 ที่ทำคะแนนมากกว่า 30 แต้มต่อเกม จากนั้น แอนโธนี่ มีรายชื่อติดทีมชาติสหรัฐในการแข่งขัน โอลิมปิก 2008 ที่ประเทศจีนอีกด้วย

ซึ่งในตอนนั้นเขาได้ลงเล่นพร้อมกับนักบาสที่มีชื่อเสียงมากมายทั้ง เจสัน คิดด์ , โคบี้ ไบรอันท์ รวมถึง เลบรอน เจมส์ ในปีค.ศ. 2010 เมโล่ ได้ขอย้ายออกจากทีมหลังจากปฏิเสธจากการต่อสัญญาฉบับใหม่ ท่ามกลางความสนใจจากหลายทีม แต่สุดท้ายเขากลับไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการทำให้ต้องลงเล่นให้กับ นักเก็ตส์ ต่อไป แต่ในช่วงต้นปี 2011 เขาได้ย้ายออกจากทีมได้สำเร็จด้วยการลงเล่นให้กับ นิวยอร์ก นิกส์  ในเกมแรก เมโล่ ได้พาทีมเอาชนะ บัคส์ได้ ด้วยคะแนน 114-108 ในเกมนี้เขาทำคะแนนไปถึง 27 คะแนนและ 10 รีบาวด์ ต่อมาในการแข่งขัน เพลย์ออฟสายตะวันออก นิวยอร์ก นิกส์ ต้องพบกับ บอสตัน เซลติก และถึงจะมีผู้เล่นหลายคนที่บาดเจ็บ แต่ แอนโธนี่ ก็ยังโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำ 42 คะแนน 17 รีบาวด์ 6 แอสซิสต์ ถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีแต่ในปีนั้น นิกส์ ก็ต้องผิดหวังในการลุ้นแชมป์หลังจากพ่ายให้กับ เซลติก ในรอบที่ 4

เส้นทางในเอ็นบีเอ

ชีวิตในการเล่นบาสเก็ตบอลอาชีพของ “เมโล่” ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เมื่อเขาได้รับเลือกรอบแรกในรายการ NBA DRAFT ซึ่งในการคัดเลือกเมโล่ได้ถูกเลือกเป็นคนที่ 3 โดยเป็นเดนเวอร์ นักเก็ตส์ที่เลือกเขา ในปีเดียวกัน เลบรอน เจมส์ ถูกเลือกรอบแรกเช่นกันและถูกเลือกเป็นคนแรกอีกด้วย ซึ่งเลือกโดยคลีฟแลนด์ และคนที่สองคือ ดาร์โก้ มิลิซิช เลือกโดยดีทรอยต์ พิสตันส์

ในการฉายแววของเขาได้ถ่ายทอดออกมาสู่สายตาคนดูในนัดเปิดในฤดูกาลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2003 นักเกตส์เปิดบ้านเอาชนะซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส 80-72 คาร์เมโล่ แอนโธนี่ยังมีส่วนช่วยทำคะแนนให้ทีม 12 คะแนน 7 รีบาวด์และ 3 แอสซีสต์  และในเกมที่ 6 ของเขา เมโล่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักบาสเก็ตบอลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอ เป็นอันดับที่ 2 ทำคะแนนมากกว่า 30 คะแนนในเกม (ซึ่งอันดับ 1 เป็นของโคบี้ ไบรอันท์ ที่ตอนเขาเพียงนั้นอายุ 19 ปี)

UNITED STATES NATIONAL TEAM

เมโล่ ได้มีชื่อติดทัพบาสเก็ตบอลที่สหรัฐอเมริกาในการไปแข่งขันโอลิมปิกในฤดูร้อนค.ศ. 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และเป็นครั้งที่เขาได้เล่นเคียงข้างนักบาสระดับมือท็อปมากมายคือ เลบรอน เจมส์ , ดเวน เวด ,โคบี้ ไบรอันท์ และ เจสัน คิดด์ รวมถึงคนอื่น ๆ อีกด้วย ทีมได้ชนะด้วยคะแนนเฉลี่ย 32.2  พวกเขาสามารถทำให้ออสเตรเลียตกรอบรองชนะเลิศโดยเมโล่ทำคะแนนได้ถึง 31 คะแนน

เส้นทางสู่ New York Knicks

ในปีค.ศ. 2010-2011 เมโล่ ได้ขอขึ้นบัญชีย้ายออกจากเดนเวอร์ นักเก็ตส์หลังจากที่ปฏิเสธการต่อสัญญาและคาดเดากันว่าทีมใหม่ที่เขาจะย้ายไปอยู่นั้นคือนิวยอร์ค นิกส์และหรือทีมอื่นๆ คือ นิว เจอร์ซี่ย์ เน็ตส์ , ฮุสตัน ร็อคเก็ตส์ และ แอตแลนต้า ฮอวกส์ ทั้งนี้ เมโล่ได้ขอขึ้นบัญชีย้ายแต่ก็ไม่มีการดำเนินการทำให้เขาต้องลงเล่นให้กับนักเก็ตส์ต่อในวันที่ 15 พฤศจิกายนค.ศ. 2010 โดยทำได้ 20 รีบาวด์เป็นครั้งแรกเดือนธันวาคมและปีเดียวกันเมโล่ได้พลาดการลงเล่นให้กับทีมถึงห้าเกมรวดเพราะขได้สูญเสียน้องสาวของตัวเอง มิเชลล์ เขาจึงกลับมาเล่นอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2011 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2011 เมโล่ได้ย้ายมาอยู่กับ NYK โดยได้สลับตัวกับ ชาวน์ซี่ย์ บิลลับส์ พอยต์การ์ดจาก NYK เมโล่ได้เลือกหมายเลข 7 ภายใต้เสื้อ NYK ในเกมแรกของเมโล่สามารถเอาชนะ บัคส์ 114-108 โดยเขาทำได้ 27 คะแนนและ 10 รีบาวด์

ในรอบเพลย์ออฟสายตะวันออก NYK ได้เจอกับบอสตัน เซลติกและในเกมนี้ทีมต้องเสียผู้เล่นไปสองคนจากอาการบาดเจ็บนั่นคือ อมาเร่ สเตาเดอไมร์ และ ชาวน์ซี่ย์ บิลลับส์ หลังจากที่ทีมที่ขาดผู้เล่นคนสำคัญบนกราวน์เมโล่จึงสามารถโชว์ฟอร์มโหดโดยทำคะแนนไปถึง 42 คะแนน 17 รีบาวด์ และ 6 แอสซีสต์ แต่นิคส์ก็ต้องจบทางสู่การเป็นแชมป์ NBA ในซีซั่นนั้นโดยกาแพ้เซลติกในเกมที่ 4 นั่นเอง

รางวัลที่ได้รับ

  • ติด NBA All Star 6 ครั้ง
  • ได้รางวัล NBA  Scoring Champion ปี 2013
  • NBA  Rookie  Challenge MVP ปี 2005

อัลเลน ไอเวอร์สัน

อัลเลน ไอเวอร์สัน
อัลเลน ไอเวอร์สัน

อัลเลน ไอเวอร์สัน (Allen Ezail Iverson) เกิดในเมืองแฮมป์ตัน รัฐเวอร์จิเนีย และมีฉายาว่า เอ.ไอ. (A.I.) ตัวย่อที่มาจากชื่อจริงและThe Answer เขาเป็นนักบาสเกตบอลชาวสหรัฐอเมริกา เล่นในลีกNBA ปัจจุบันอยู่ในทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์ เป็นผู้เล่นในระดับออลสตาร์ตำแหน่งพอยท์การ์ดและชู้ตติ้งการ์ด ถือว่าเขาเป็นผู้เล่นที่สามารถทำคะแนนได้ดีที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนในอดีตอยู่กับทีมฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์และเป็นดาราประจำทีมนานถึงสิบปีอีกด้วย

ในวัยเด็กของ อัลเลน ไอเวอร์สัน

เขาเกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 คาบสมุทรเวอร์จิเนียร์ เขาเป็นบุตรของนาย อัลเลน บรอตัน และนางแอน ไอเวอร์สัน พ่อของเขาได้ทิ้งครอบครัวไปเหลือแต่แม่ในขณะนั้นที่อายุเพียง 15 ปี อยู่ดูแลอัลเลนและน้องสาวเขาชื่อ แบรนดี เมื่อเขาเกิดมาไม่นานนัก ยายของเขาที่เป็นเสาหลักครอบครัวก็ได้เสียชีวิตลง เมื่อปี พ.ศ. 2534 อัลเลน แบรนดีและแม่ ก็ได้มีสมาชิกใหม่ในครอบครัว คือ ไลชา ซึ่งป่วย อัลเลนจะมีหน้าที่ดูแลน้องสาวของเขาซึ่งได้แก่ แบรนดี และ ไลชา โดยเฉพาะไลชาที่มีปัญหากับเปลเพราะมีอาการชักบ่อย ภาระค่าใช้จ่ายทางบ้านรวมกับทางด้านการแพทย์ทำให้ครอบครัวเขามีหนี้สินมาก พ่อเลี้ยงของอัลเลน ‘ไมเคิล ฟรีแมน’ ที่ติดคุกอยู่บ่อยครั้งและหลังจาก ฟรีแมน ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2534 ก็ตกงานและถูกจับในข้อหาพกยาเสพติดเพื่อจำหน่าย ฟรีแมนเป็นคนที่สอนไอเวอร์สันให้เล่นบาสเกตบอลจนเก่ง ซึ่งในอดีตไอเวอร์สันไม่ชอบพ่อเลี้ยงเขาแต่ปัจจุบันกลับภูมิใจในฟรีแมน ไอเวอร์สันเคยพูดไว้ว่า “เขาไม่เคยปล้นใคร เขาเพียงต้องการหาเลี้ยงครอบครัวเขา” ไอเวอร์สันได้พูดถึงวัยเด็กของเขาว่า “ตอนที่กลับถึงบ้าน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีอาหารกิน และในบางครั้งก็ไม่มีน้ำ อาศัยในบ้านที่ท่อน้ำทิ้งแตกข้างใต้พื้นและก็ต้องทนดูน้องสาวใส่ถุงเท้าเดินในบ้าน เพราะพื้นเปียกจากท่อรั่ว เพราะกลิ่นเหม็นทำให้น้องสาวป่วย”

ผู้ที่เป็นแบบอย่างให้ไอเวอร์สันตอนยังเด็กก็คือ แม่ของเขา และ โทนี คล็ก (คนที่ไอเวอร์สันใกล้ชิดมาก เมื่อไอเวอร์สันโดษเรียน) โทนีจะบอกกับแม่ไอเวอร์สันให้เธอมาจัดการ โทนีมีปัญหากับครอบครัวและเพื่อนสาว เขาถูกฆ่าตายตอนไอเวอร์สันอายุ 15 ปี ไอเวอร์สัน ไปคบกับ อันเดร สตีล แต่ตอนนี้ไอเวอร์สันเป็นคนดูแลสตีลแทน

ในระดับไฮสคูล

ขณะที่เขาอยู่ที่ Bethel High School ในแฮมพ์ตัน ไอเวอร์สันเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลที่เก่งเลยทีเดียว เขาได้รับทุนจากทั่วประเทศเพราะเขาเล่นตำแหน่งควาเตอร์แบค และสามารถพาทีมไปคว้าแชมป์ประจำรัฐในระหว่างที่อยู่ปีที่ 3 และช่วงที่เขากำลังนำทีมบาสเกตบอลแข่งชิงแชมป์รัฐอยู่นั้น เขาก็ไปเล่นโบว์ลิงกับเพื่อนในวันวาเลนไทน์ปี 2536 ก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้นระหว่างเพื่อนเขาซึ่งเป็นคนผิวดำและวันรุ่นผิวขาวหลายคน ไอเวอร์สันได้อ้างว่าเรื่องวิวาทกันเกิดจากการเหยียดสีผิว เขาถูกกล่าวหาว่าได้เอาเก้าอี้ไปทำร้ายผู้หญิง และเขาและเพื่อนอีกสามคนก็ถูกจับ ตอนอายุ 17 ปี ไอเวอร์สันถูกตัดสินว่ามีความผิด และมีโทษจำคุกถึง 15 ปี แต่ให้ลงอาญา 10 ปี ทุนการศึกษาต่าง ๆ ก็ได้ถูกยกเลิก เขาใช้เวลาสี่เดือนในเรือนจำพิเศษเมืองนิวพอร์ตนิวส์ซิตี ก่อนที่จะได้รับอภัยโทษโดยผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย ในปี 2538 ศาลอุทธรณ์ของเวอร์จิเนียก็ได้กลับคำตัดสินเนื่องจากหลักฐานไม่ชัดเจน

ในระดับมหาวิทยาลัย

ในระหว่างที่ไอเวอร์สันได้จำคุกอยู่นั้น แม่ของเขาก็ได้ไปอ้อนวอนโค้ชของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ จอห์น ทอมป์สัน ให้ช่วยเหลือลูกเมื่อเดือน ธันวาคม 2536 ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2537 โค้ชได้ไปเยี่ยมไอเวอร์สันที่ไฮสคูล ริชาร์ด มิลเบิร์น สถานที่ที่รับนักเรียนที่มีปัญหา และได้เสนอทุนให้ไอเวอร์สัน โดยมีข้อแม้ว่าจะถูกส่งกลับหากไม่ทำตามกฎของโรงเรียนและโค้ช ซึ่งตอนที่เรียนอยู่ที่จอร์จทาวน์ ไอเวอร์สันเรียนสาขาศิลปศาสตร์ ซึ่งยังเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน

เนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัว ไอเวอร์สันเรียนเพียงสองปีจึงหันไปเล่นอาชีพ ไอเวอร์สันได้รางวัลผู้เล่นเกมรับแห่งปี ของกลุ่มบิ๊กอีสสองปี รางวัลผู้เล่นหน้าใหม่แห่งปี เหรียญทองการแข่งขัน World University Games ที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2538 ในระหว่างที่เรียนอยู่

ใน NBA

ปี 2539 ถึง 2542

หลังจากที่เขาเล่นให้จอร์จทาวน์มาสองปีนั้น อัลเลน ไอเวอร์สัน จึงถูกดราฟเป็นคนแรกในการดราฟผู้เล่นNBAในปีพ.ศ. 2539 โดยทีมฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์ ไอเวอร์สัน เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นพอยท์การ์ดที่เก่งคนหนึ่งในเวลาไม่นานนัก ในเกมแรกที่เล่นเขาสามารถทำได้ถึง 30 คะแนน และได้รับเลือกเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งปี ในฤดูกาล 1996-1997 โดยไอเวอร์สันเล่นได้เฉลี่ย 23.5 แต้ม (เป็นอันดับ6 ในNBA) 7.5 แอสซิสต์ (อันดับ 11) และ 2.07 สตีล (อันดับ 7) นำผู้เล่นปีแรกคนอื่น ๆ ทั้งหมด และถึงแม้ว่าเขาจะเล่นได้ดีในสนาม ไอเวอร์สันก็มักไม่ลงรอยกับสื่อมวลชนและมักถูกผู้เล่น โค้ช นักข่าว พูดถึงเรื่องการไม่เคารพผู้เล่นอื่น ๆ และเรื่องการเล่นแบบเห็นแก่ตัวของเขา โดยใช้สถิติที่แย่ของทีมแม้ว่าผลงานส่วนตัวของไอเวอร์สันจะดีมาเป็นข้อสนับสนุน

ฤดูกาลต่อมาในปี 1997-1998 นั้น แม้ว่าไอเวอร์สันจะได้คะแนนเฉลี่ยน้อยลงเป็น 22 คะแนนต่อเกม แต่เขาก็เล่นเป็นทีมมากขึ้น ในฤดูกาล 1999-2000 ไอเวอร์สัน สามารถนำทีมเข้ารอบเพลย์ออฟเป็นครั้งแรก เขาเล่นได้ดีในปีนั้น ๆ และเป็นผู้เล่นที่ทำคะแนนได้สูงสุดในNBA ได้เล่นเป็นตัวจริงในเกมรวมดารา ไอเวอร์สันลงเล่นในเกมเพลย์ออฟทั้ง 10 เกม เฉลี่ยเกมละ 44.4 นาทีถึงแม้ว่าจะมีปัญหาบาดเจ็บก็ตาม ซึ่งเฉลี่ยในเพลย์ออฟได้ 26.2 แต้ม 4.5 แอสซิสต์ 4.0 รีบาวด์ และ 1.20 สตีลต่อเกม และทำคะแนนสูงสุด 40 คะแนนในเกมเปิดของรอบแรกกับชาล็อต เมื่อวันที่ 22 เมษายน

ฤดูกาลในปี 2000-2001 กับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า ฤดูกาลที่ไอเวอร์สันเล่นได้ดีที่สุด เขาได้พาทีมชนะรวดสิบเกมแรกของฤดูกาล และยังได้รับรางวาลผู้เล่นทรงคุณค่าในเกมรวมดารา จึงสามารถทำคะแนนและสตีลสูงสุดในNBA และนำทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งได้ไปพบกับ ลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ ซึ่งมีแชคิล โอนีล และ โคบี ไบรอันต์ ในทีม

หากสนใจ สามาถอ่านข้อมูลเพิ่มติมได้ที่ holifestivaljapan

คริส บอช

คริส บอช
คริส บอช

คริส บอช เป็นนักบาสชื่อดัง คริสโตเฟอร์ เวสสัน บอช จากฉายา Mr. basketball ตำแหน่งที่ลงเล่นคือเพาเวอร์ฟอร์เวิร์ด และเซ็นเตอร์ ประวัติเป็นนักบาส สัญชาติ อเมริกา รายนี้เป็นใคร การเริ่มต้นเส้นทางของเขากับบาสเก็ตบอลมาจากอะไรถ้าคุณอยากรู้ติดตามได้จากข้อมูลที่นี่

คริสโตเฟอร์เวสสันบอชเป็นอดีตนักบาสเกตบอลมืออาชีพชาวอเมริกันในโรงเรียนมัธยม เขาคือ “นายบาสเกตบอล” ในเท็กซัส Bosh ออกจากจอร์เจียเทค หลังจากฤดูกาลหนึ่งเข้าสู่ร่าง NBA ปี 2003 เขาได้รับการตัดเลือกให้เป็น1ใน4 โดย Toronto Raptors ในระดับชั้นนำรวมถึงซุปเปอร์สตาร์ของเอ็นบีเอหลายแห่งในอนาคตเช่น LeBron James, Dwyane Wade และ Carmelo Anthony เขาเกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2527 (อายุ 35 ปี) ที่ สหรัฐอเมริกา หนึ่งใน นักบาส ชื่อดัง ของอเมริการายนี้เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเล่น บาสเกตบอล ที่ไฮสคูลที่ เท็กซัส เพียงไม่นานจากทักษะที่เหนือชั้นทำให้เขาได้รับฉายา Mr. basketball ตั้งแต่เรียน ไฮสคูล จากนั้นหลังจบเกรด 12 เขาตัดสินใจเข้าเรียนใน มหาวิทยาลัย จอร์เจียเทค ความสูงอยู่ที่ 2.11 เมตร มีคู่สมรสคือ แอเดรียน วิลเลียมส์ บอช (สมรสเมื่อปี พ.ศ. 2554) การดราฟต์ NBAใน พ.ศ. 2546 มีบุตรชื่อ Trinity Bosh, เลนน็อกซ์ โนเอล บอช, Jackson Bosh, Dylan Skye Bosh, Phoenix Avery Boshภาพยนตร์จาก NBA Street Series: Vol. 4: Class of ’03, Spalding Basketball Basics: Learn from the Pros

ประวัติการเล่นเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น เขาจึงได้เข้าดราฟสู่ NBA และในช่วงที่ลงเล่นกับ โตรอนโต้ เขาจึงได้ถูกชื่นชมว่าเป็นหนึ่ง นักบาส ดาวรุ่งที่ยอดเยี่ยมของลีกและยังกลายเป็น นักบาส ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็วอีกด้วย นอกจากนี้เขายังถูกคัดเลือกให้ติดทีมออลสตาร์ถึง 5 ครั้งและยังมีโอกาสได้รับเหรียญทองโอลิมปิกที่ประเทศจีนอีกเช่นกัน

ในการย้ายเพื่อมาเป็นตัวแทนของ วินส์ คาร์เตอร์ ในฤดูกาลปี 2006-2007 Bosh ได้พาทีมเข้า เพลย์ออฟ เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และยังสามารถทำลายสถิติของสโมสรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น รีบาวด์ บล็อก ทำดับเบิ้ล ยิงฟรีโทรว์ รวมถึงนาทีที่ลงสนาม จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่สำคัญที่สุดของทีมไปอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าฟอร์มของ Bosh จะตกลงอย่างน่าเสียดายในปี 2007-2008 ที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับสโมสรเพิ่มและเลือกที่จะย้ายไปลงเล่นให้กับ ไมอามี่ ฮีต แทน ในการย้ายไปของ Bosh ทำให้ ไมอามี ฮีต ได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และด้วยการย้ายมาของ “ซีบีวัน”  ทำให้ทีมกลายเป็นแชมป์กลุ่ม เซาธ์อีสต์ และยังเอาชนะทีมอย่าง บอสตัน และ ชิคาโก้ จนคว้าแชมป์สายตะวันออกอย่างสำเร็จ

นักบาส ชื่อดัง Chris Bosh ในความสามารถของ Mr. basketball ได้ทำให้ตอนนั้น ฮีต มีโอกาสที่จะลุ้นแชมป์ในรอบชิงชนะเลิศ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้ทีมต้องประสบปัญหาอย่างมาก อย่างไรก้อตาม Chris Bosh ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวหลักที่สำคัญของทีมจนถึงในปัจจุบัน

รางวัลส่วนตัวที่ Chris Bosh เคยได้รับ

  • ติดทีมออลสตาร์ 7 สมัย
  • ได้รับเหรียญทองโอลิมปิก ในปี 2008

หากท่านใดต้องการติดตาม ประวัติ นักบาส ชื่อดัง สามารถที่จะติดตามได้ที่ gavgavka ที่รวบรวมประวัตินักบาส วิธีการเล่นบาส และทุกอย่างเกี่ยวกับบาสเอาไว้อย่างมากมาย สามาถติดตามทุกอย่างเกี่ยวกับ บาสเกตบอล คอบาสเก็ตบอลจึงไม่ควรพลาด

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก UFA877

แมฟเวอริกส์ ถึงฝันซิงแชมป์NBAสมัยแรก

แมฟเวอริกส์
แมฟเวอริกส์

แมฟเวอริกส์ หรือ ดัลลัส แมฟเวอริกส์เป็นทีมบาสเกตบอลในลีกเอ็นบีเอเมืองดัลลัส ในรัฐเท็กซัส ได้เล่นอยู่ในดิวิชั่นของภาคตะวันตกเฉียงใต้ในคอนเฟอเรนส์ตะวันตกและสามารถเป็นแชมป์ทีมล่าสุดจากฤดูกาล ในปี ค.ศ. 2010 – 2011ได้เป็นแชมป์ในลีก NBA ในปี พ.ศ. 2554 เจ้าของทีมคือ “มาร์ค คิวบาน” หัวหน้าโค้ชทีมคือ “ริก คาร์ไลล์” สนามกีฬาและสเตเดียมหลักอยู่ที่ อเมริกัน แอร์ไลน์ เซ็นเตอร์ สัญลักษณ์นำโชคของทีมคือ “MavsMan, Champ”

Dallas Mavericks ได้บุกเอาชนะไมอามี ฮีตด้วยคะแนน 105-95 ถึงเกมที่ 6 และคว้าชัย 4-2 เกม จึงได้แชมป์ NBA ในสมัยแรกของประวัติศาสตร์ และในขณะที่ “เดิร์ก นอวิตสกี” ได้ตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่านัดชิงชนะเลิศไปครองอีกด้วย

จากศึกบาสเกตบอล NBA ในสหรัฐอเมริกา ฤดูกาลปี ค.ศ. 2010-2011 รอบนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นเกมที่ 6 ระหว่าง ไมอามี ฮีต เปิดบ้านอเมริกัน แอร์ไลน์ส อารีนา พบกับ  ดัลลัส แมฟเวอริกส์ หลังจาก 5 เกมที่ผ่านมา แมฟเวอริกส์ได้นำอยู่ 3-2 เกม เจ้าถิ่น ไมอามี ฮีต นำทัพโดย “บิ๊กทรี” อย่าง ดเวน เหว็ด, เลอบรอน เจมส์ และ คริส บอช ในขณะที่ เดิร์ก นอวิตสกี สตาร์ชาวเยอรมัน ที่เป็นทีเด็ดให้กับ แมฟเวอริกส์ จึงลุ้นแชมป์เอ็นบีเอสมัยแรกในประวัติศาสตร์เช่นเดิม

ในการเปิดฉากเกมควอเตอร์แรก แมฟเวอริกส์ ออกสตาร์ทได้อย่างเล่าร้อนจึงสามารถทำแต้มนำไปถึง32-27 คะแนน ก่อนที่ ไมอามี ฮีต จึงได้ฮึดเร่งเครื่องในควอเตอร์ที่สองสามารถไล่จี้เหลือห่างแค่ 2 แต้มเท่านั้น จึงเป็น 51-53 คะแนน ในครึ่งแรก เจสัน เทอร์รีได้โชว์ฟอร์มที่โดดเด่น และชู้ตให้ดัลลัสไป 16 แต้มในขณะที่ นอวิตกี ที่มาผิดฟอร์มจึงชู้ตลงไปแค่เพียง 1 ครั้งเท่านั้น จากความพยายาม 12 ครั้ง ส่วนเจมส์ ชู้ตให้ ไมอามี ไป 11 แต้ม สมทบกับ เหว็ด กับ บอส อีกคนละ 9 แต้ม ต่อมาได้กลับมาเล่นกันต่อควอเตอร์ที่สาม ดัลลัส มีความเหนียวแน่นมากขึ้น และขยับสกอร์ห่างออกไปด้วยคะแนน 81-72 โดยที่ เทอร์รี ทำเพิ่มเป็น 21 แต้ม ชอว์น มาริออน และ นอวิตสกี ทำเพียงคนละ 12 และ 11 แต้ม ตามลำดับ ส่วน เจมส์ ยัดห่วงอยู่ที่ 14 แต้ม ให้ ไมอามี

ควอเตอร์สุดท้ายของ ดัลลัส ก็สามารถรักษาระดับการเล่นของตัวเองได้ดีมาก ขณะที่ ไมอามี ฮีต เริ่มมีความเกร็งทำให้มีความเล่นผิดพลาดบ่อยครั้ง จน แมฟเวอริกส์ได้ทำแต้มห่างออกไป พร้อมกับการคืนฟอร์มของ นอวิตสกี ที่ทำไป 21 แต้มในเกมนี้ ก่อนปิดฉากด้วยสกอร์ 105-95 คะแนน ส่งผลให้ UFABET แมฟเวอริกส์ เอาชนะ ไมอามี ฮีตไป 4-2 เกม จึงพร้อมคว้าแชมป์ในลีกเอ็นบีเอสมัยแรกได้สำเร็จนับตั้งแต่ก่อตั้งทีมเมื่อปี 1980 และยังเป็นการล้างแค้นคืนได้อีกด้วย หลังเคยอกหักพลาดแชมป์ในรอบชิงชนะเลิศปี 2006 ด้วยการแพ้ให้กับ ไมอามี ฮีต ไปถึง 2-4 เกม

ทางด้าน นอวิตสกี วัย 32 ปี ร่วมคว้าแชมป์กับ ดัลลัส เป็นครั้งแรกเช่นกัน หลังจากย้ายมาเล่นในปี 1998 หรือเมื่อ 15 ปีก่อน นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า นัดชิงชนะเลิศไปครองได้ตามความคาดหมายอีกเช่นกัน

ทิม ดังแคน

ทิม ดังแคน
ทิม ดังแคน

ทิม ดันแคน (Tim Duncan) หรือ ทิโมธี่ ธีโอดอร์ ดันแคน (Timothy Theodore Duncan) เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2519 ในเมืองคริสเตียนสเต็ด ในเกาะเซนต์ครอย หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักกีฬา UFABET บาสเกตบอลNBAของทีม ซาน แอนโทนิโอ สเปอรส์ เล่นในตำแหน่งเพาเวอร์ฟอร์เวิร์ด เขามีชื่อเรื่องความมั่นใจ ในการทำคะแนน และสามาถวางตำแหน่งในการบุกใต้แป้น และการใช้ท่าเคลื่อนไหวพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ เขายังได้แชมป์NBA 4 สมัย รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในรอบชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง และได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในฤดูการปกติอีก 2 ครั้งอีกเช่นกัน

ทิม ดังแคน ในช่วงชีวิตใวัยเด็ก

ทิมเป็นลูกชายของวิลเลียม และ ไอโอนี ดังแคน และเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งในระดับประเทศจากโรงเรียน St. Dunstan’s Episcopal High School หมู่เกาะเวอร์จิน ขณะที่สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกแห่งเดียวของเกาะถูกได้ทำลายจากพายุเฮอร์รีเคนฮิวโก จึงบังคับให้เขาต้องว่ายน้ำในทะเล ด้วยความที่ทิมกลัวฉลาม ทำให้ความตั้งใจในการเป็นนักว่ายน้ำลดลง และตั้งแต่นั้นมาเขาจึงมีความสนใจที่จะเล่นบาสเกตบอล

ช่วงชีวิตในระดับมหาวิทยาลัย

ทิมเล่นกับมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ ได้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ Atlantic Coast Conference ถึงสามปีซ้อนอีกด้วย ด้วยประสบการณ์การแข่งขันในต่างประเทศกับทีมบาสเกตบอลในสหรัฐ เขาได้เล่นทีมบาสเกตบอลจนได้อยู่เกรด 9

ทิมได้รับเลือกเป็น All-American เรียกวิชาเอกจิตวิทยา ได้รับเกียรตินิยม ได้รับรางวัล John Wooden Award ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมอบให้กับผู้เล่นชายดีเด่นจากการโหวตของนักข่าวและนักจัดรายการกีฬา ฤดูกาลนั้นทีมได้ทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 20.8 คะแนนต่อเกมและทำอีก 14.7 รีบาวด์ต่อเกม สูงที่สุดในประเทศ เขามีชื่อเสียงที่โด่งดังทิมจบอาชีพการเล่นระดับมหาวิทยาลัยเป็นคนบล็อกสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐ (NCAA) และเป็นหนึ่งในสิบผู้เล่นที่มีคะแนน 2,000 คะแนน และ 1,500 รีบาวด์ ทิมก็ยังเป็นคนที่ทำได้ 1,500 คะแนน 1,000 รีบาวด์ 400 บล็อก และ 200 แอสซิสต์ เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ NCAAอีกด้วย

ในระดับเอ็นบีเอ

เขาได้ถูกดราฟเป็นคนแรกในปี พ.ศ. 2540 โดยทีมซานแอนโตนิโอ สเปอรส์และได้สร้างผลงานในทันที โดยการทำคะแนนแต้มเฉลี่ยอยู่ที่ 21.1 คะแนนต่อเกมในฤดูกาลแรก สเปอรส์สามารถเลือกทิมเพราะทีมทำสถิติชนะ 20 แพ้ 62 ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น

ต่อมาในฤดูกาล 1999 หรือพ.ศ. 2542 ของNBA ที่เกมถูกย่อลงจากการประท้วงให้หยุดเล่น ทิม และ เดวิด รอบินสัน เพื่อนร่วมทีม สามารถช่วยให้สเปอรส์ได้แชมป์เป็นครั้งแรก โดยเอาชนะทีมนิวยอร์ก นิกส์ในรอบไฟนอลใน 5 เกม

ฤดูกาลในปีพ.ศ.2544-2545 ทิมได้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่า เหมือนกับ เดวิด รอบินสัน เขาก็ได้รับรางวัลเดียวกันอีกครั้งในฤดูกาลพ.ศ.2545-2546 ทิมและเพื่อนร่วมทีมก็สามารถเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย และเอาชนะนิวเจอร์ซี เนตส์ และสามารถคว้าแชมป์NBAได้จากการชนะในเกมที่ 6 ด้วยคะแนน 88 ต่อ 77 ทิมได้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่ารอบไฟนอล และในเกมสุดท้ายของรอบไฟนอลนี้ ทิมได้เกือบทำ ควอดรูเปิล-ดับเบิล ได้เพียงแค่ขาดไปเพียง 2 บล็อกเท่านั้น ซึ่งจบเกมด้วยผลงาน 21 แต้ม 20 รีบาวด์ 10 แอสซิสต์ และ 8 บล็อก ในปีพ.ศ. 2548 ทิมโดดเด่นมากในเกม 7 ของNBA รอบสุดท้าย ทำ 25 คะแนนและ 11 รีบาวด์ เอาชนะดีทรอยต์ พิสตันส์ ได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในรอบไฟนอลเป็นครั้งที่สาม เทียบเท่ากับไมเคิล จอร์แดน, แชคิล โอนีล และ แมจิก จอห์นสันอีกด้วย

ในท่าชู้ตของ ทิม ที่รู้จักกันดีคือ แบงค์ช็อต คือการชู้ตลูกกระทบแป้นเข้าห่วง ซึ่งได้รับเลือกในทีมออล-เอ็นบีเอ และ All-Defensive ติดต่อตลอดแปดฤดูกาลแรกที่เล่น สถิติของNBA อดีตเพื่อนร่วมทีม เดวิด รอบิสัน เป็นผู้ถือสถิติเก่าที่เจ็ดปีติดต่อกัน ทิมทำคะแนนสูงสุดตลอดอาชีพการเล่นที่ 53 คะแนนในการแข่งกับทีมดัลลัส แมฟเวอริกส์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2544

บุคลิกของทิม คือ ความมีน้ำใจนักกีฬาและไม่ชอบทำตัวเด่น นอกสนามแข่งขัน ทิมได้บริจาคช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งเนื่องจากบิดามารดาของเขาต่างเสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงนี้ เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิที่ชื่อ Tim Duncan Foundation โดยมีภรรยาของเขาคือ เอมี เป็นผู้บริหาร มูลนิธิดูแลช่วยเหลือทางงานวิจัย การศึกษา และการกีฬาของเยาวชน ในเมืองซานแอนโตนิโอ วินสตัน-ซาเล็ม และ หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน

สตีฟ แนช

สตีฟ แนช
สตีฟ แนช

สตีฟ แนช (Steve Nash) หรือ สตีเฟน จอห์น แนช (Stephen John Nash) เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 ในเมืองโยฮันเนสเบอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นนักบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียงของชาวแคนาดา และด้วยส่วนสูงอยู่ที่ 6 ฟุต 3 นิ้ว แนชได้เป็นพอยท์การ์ดตัวจริงให้กับทีมฟีนิกส์ ซันส์ในลีก NBA และได้รับเลือกให้เล่นในเกมรวมดารา ในปี ค.ศ. 2005 ถึง 2006 และยังได้รับเลือกก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 2002 ถึง 2003 ขณะที่เล่นให้กับทีมดัลลัส แมฟเวอริกส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 แนช ได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า โดยเอาชนะแชคิล โอนีลจากทีมไมอามี ฮีท และยังได้รางวัลนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 2006

สตีฟ แนช อาชีพการเล่นในNBA

การอยู่กับฟีนิกส์สมัยแรก

แนชได้รับเลือกเป็นคนที่ 15 ในการดราฟรอบแรกของNBA เมื่อปี ค.ศ. 1996 โดยทีมฟีนิกส์ ซันส์ ไม่เคยมีชาวแคนาดาคนไหนที่ถูกเลือกในอันดับสูงเช่นนี้ แต่กลับไม่มีความหมายเพราะแฟนของทีมซันส์และโห่ที่เลือกแนช ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย แต่เขาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้เล่นให้มหาวิทยาลัยในคอนเฟอเรนซ์ที่มีชื่อเสียง แต่ด้วยความพยายามเขาได้ลงสนามมากขึ้นในฤดูกาล 1997-1998 และทำเฉลี่ยเพิ่มเป็น 9.1 แต้ม 3.4 แอสซิสต์ แต่ปีนั้นก็เป็นปีสุดท้ายที่แนชจะเล่นให้ทีมซันส์ก่อนที่จะไปอยู่ทีมอื่นเป็นเวลาหกปี

ดัลลัส

แนชได้รู้จักซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้ช่วยโค้ชทีมดัลลัส แมฟเวอริกส์ ดอนนี เนลสัน เขาเป็นคนแนะให้ทีมเลือกแนช หลังจากเขาย้ายไปดัลลัส เนลสันก็ได้เสนอให้บิดาของเขา ดอน เนลสัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นโค้ชและผู้จัดการทั่วไปของทีมแมฟเวอริกส์ดึงตัวแนชมา ในวันที่ดราฟในปี ค.ศ. 1998 แนช ก็ถูกเทรดจากซันส์ไปแมฟเวอริกส์เพื่อแลกกับ Martin Müürsepp, บับบา เวลส์ , สิทธิ์ในการดราฟ แพท แกร์ริตี และสิทธิ์การดราฟรอบแรกซึ่งซันส์ใช้การเลือก ชอน แมริออน ในปีแรกที่เล่นให้ดัลลัส เป็นฤดูกาลที่สั้นเนื่องจากมีการประท้วงการหยุดเล่น แนชไม่ได้ลงเล่น 10 เกมเพราะด้วยที่ความเจ็บหลัง และแฟนต่างโห่แนชตลอดทั้งฤดูกาลเพราะไม่พอใจการเทรดของทีม

ในฤดูกาล 1999-2000 เขากลับมาเล่นและทำดับเบิลหกครั้งในเดือนสุดท้ายของการเล่น และจบฤดูกาลทำเฉลี่ย 8.6 แต้ม 4.9 แอสซิสต์ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือแนช และเพื่อนร่วมทีม เดิร์ก โนวิตสกี พัฒนาฝีมือไปสู่ระดับซูเปอร์สตาร์เสริมให้แนชพัฒนาเกมการเล่นขึ้นมาก

ในฤดูกาล 2000-2001 แนชทำเฉลี่ยถึง 15.3 คะแนน 7.3 แอสซิสต์ต่อเกม ได้ตำแหน่ง Comeback Player of the Year จากการนำเกมการบุกของแนช และการเล่นในระดับสูงของโนวิตสกี และ ฟินลี รวมทั้งผู้เล่นออลสตาร์ ฮวน ฮาวาร์ด แมฟเวอริกส์ได้เข้าเล่นในเพลย์ออฟเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ดัลลัสแพ้ในรอบที่สอง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าเพลย์ออฟติดต่อกันหลายสมัยของแนชและแมฟเวอริกส์

ฤดูกาล 2001-2002 แนชทำคะแนนได้สูงสุด ที่ 17.9 คะแนน 7.7 แอสซิสต์ และได้เข้าเล่นในเกมรวมดาราของNBA และได้เลือกเป็น ออล-NBA ทีมสาม ตอนนี้เขาเป็นออลสตาร์ เริ่มปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์ และเป็นส่วนหนึ่งของ Big Three ร่วมกับฟินลี และ โนวิตสกี แนชและโนวิตสกีเปิดฤดูกาลโดยการชนะติดต่อกัน 14 เกม ซึ่งนำไปสู่เพลย์ออฟรอบสุดท้ายของสายตะวันตก และแพ้ให้กับซานแอนโตนิโอ สเปอรส์ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ในปีนั้น

แต่แนช และ Big Three ในฤดูกาล 2003-2004 แนชทำคะแนนตกลงเหลือ 14.5 ต่อเกมซึ่งไม่ได้เล่นในออลสตาร์และไม่ติดทีม ออล-เอ็นบีเอ อย่างไรก็ตามดัลลัสไม่สามารถผ่านเพลย์ออฟรอบแรกได้ เป็นผลงานที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 และเมื่อสัญญาของแนชหมดอายุลง แนชพยายามเจรจาเซ็นสัญญาระยะยาวกับ มาร์ก คิวบัน แต่ก็ไม่สำเร็จ คิวบันไม่ต้องการสูญเสียแนชไป แต่ต้องการสร้างทีมของเขาจากโนวิตสกี และไม่อยากเสี่ยงเซ็นสัญญาระยะยาวกับแนชที่มีอายุมากแล้ว ซึ่งขณะนั้นอายุ 30 ปีแล้ว ด้วยสัญญาระยะ 6 ปีรวมเป็นเงิน 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แนชลังเลที่จะออกจากดัลลัสและถามคิวบันว่าจะเสนอสัญญาระดับเดียวกันหรือไม่ ซึ่งคิวบันลังเลและแนชก็เซ็นกับซันส์ในที่สุด

การอยู่กับฟีนิกส์ซันส์สมัยที่สอง

ฟีนิกส์ซันส์มีผู้เล่นอายุน้อยแต่อยู่ระดับซูเปอร์สตาร์สองคน คือ ฟอร์เวิร์ด ชอน แมริออน และฟอร์เวิร์ด-เซ็นเตอร์ อามาเร สเตาเดอไมร์ ซึ่งได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี ของฤดูกาล 2002-2003 ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และอายุน้อย แต่ทีมก็ทำสถิติชนะน้อยกว่าแม้เพียง 29 ต่อ 53 เกมในฤดูกาล หัวหน้าโค้ช ไมค์ แดนโทนี เข้ามารับตำแหน่งกลางฤดูกาลที่ผ่านมาใช้แผนการเล่นแบบ run and gun เคยนิยมในสมัยคริสต์ทศวรรษ 1980 ใช้ผู้เล่นตัวเล็กและคล่องแคล่ว โดยแดนโทนีให้แนชเล่นเกมบุกแบบฟาสต์เบรก พยายามวิ่งแซงผู้เล่นทีมรับฝ่ายตรงข้ามไปเข้าทำคะแนนที่ห่วง ทุกคนได้สิทธิ์ในการชู้ตลูกตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือทีมที่ทำคะแนนได้สูงสุดในทศวรรษ โดยทำได้เฉลี่ย 110.4 คะแนนต่อเกมในฤดูกาลปกติ ในการส่งลูกที่แม่นยำของแนช ไปยัง สเตาเดอไมร์ แมริออน ริชาร์ดสัน และ โจ จอห์นสัน เพื่อที่ยัดลงห่วงปรากฏในจอโทรทัศน์เป็นเพลย์เด่น ๆ จำนวนมาก ซันส์จบฤดูกาลด้วยสถิติที่ดีที่สุดของเอ็นบีเอ คือ ชนะ 62 แพ้ 20 ซึ่งชนะมากกว่าฤดูกาลก่อนถึง 33 เกม

แนช ในตำแหน่งพอยท์การ์ดตัวจริง เป็นคนที่นำทีมให้กลับมาเก่งอีกครั้ง แม้ว่าเขาทำคะแนนเฉลี่ยเพียง 15.5 แต้มต่อเกม แต่เปอร์เซนต์การชู้ตของเขาอยู่ที่ 50.2% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในอาชีพการเล่น และไม่ค่อยพบในตำแหน่งการ์ด สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือแอสซิสต์เฉลี่ยที่ 11.5 ต่อเกม ซึ่งสูงสุดในอาชีพการเล่น และดีที่สุดNBAฤดูกาลนั้น แนชมีส่วนช่วยทีมมากที่สุดโดยการทำให้เพื่อนร่วมทีมเล่นดีขึ้น พวกเขาทำสถิติหลายอย่างดีที่สุดเท่าที่เคยเล่น ทั้งเพื่อนร่วมทีมและบุคคลภายนอกต่างยกความดีความชอบให้กับแนช ในปีนั้นแนชคว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าอีกด้วย

ในเพลย์ออฟ ฟีนิกส์เอาชนะเมมฟิส กริซลีส์ในรอบแรกก่อนที่จะพบกับทีมเก่าของเขาในรอบที่สอง แนชนำทีมชนะดัลลัส แมฟเวอริกส์ 4 เกมต่อ 2 ในการเล่นรอบสุดท้ายของสายตะวันออก UFABET ซันส์แพ้ทีมซานแอนโตนิโอ สเปอรส์ ใน 5 เกม ถึงแม้ว่าจะแพ้แต่แนชและซันส์ก็ยินดีกับการพัฒนาการและแนวโน้มที่ดีในอนาคต

แมจิก จอห์นสัน ซึ่งเคยทำได้ในฤดูกาล 1990-91 ได้รับเลือกเป็น ออล-เอ็นบีเอ ทีมแรก พร้อมกับ อามาเร สเตาเดอไมร์ เพื่อนร่วมทีมและเกือบได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าติดต่อกันสามปีซ้อน โดยเป็นรอง เดิร์ก โนวิตสกี

เดิร์ก โนวิทซกี้

เดิร์ก โนวิทซกี้
เดิร์ก โนวิทซกี้

เดิร์ก โนวิทซกี้ หลายคนคงอาจจะรู้จักผู้เล่นคนนี้ได้ดี ในขณะที่บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อผ่านทางช่องข่าวกีฬาชื่อดังในบ่อยครั้ง และเชื่ออีกว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า Dirk Nowitzki จากเจ้าของฉายา “มิสเตอร์ เพอร์เฟ็ค”  คือใคร ในวันนี้เราจะมาแนะนำผู้เล่นคนนี้ที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงมากเหลือเกินกับการที่พา ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ ได้โค่นทีมเต็งหนึ่งในโดยการคว้าแชมป์ NBA อย่าง ไมอามี่ ฮีต ด้วยฝีมือแบบฟอร์มที่สุดยอดคว้าแหวนแชมป์มาประดับนิ้วได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของทั้งสโมสรและเจ้าตัวเองอีกด้วย

เดิร์ก โนวิทซกี้ คือใคร

เป็นเจ้าของส่วนสูงอยู่ที่ 7 ฟุตเลยทีเดียว เป็นผู้ที่มีความสามารถทั้งตัวสูงและเล่นเก่งอีกด้วย เล่นในตำแหน่งเพาเวอร์ฟอร์เวิร์ดและเซ็นเตอร์ เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1978 ในเมือง เวอร์ซบูร์ก ประเทศเยอรมนี โดยเจ้าตัวได้เริ่มเล่นบาสอาชีพมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ที่ยุโรป และได้ถูกดราฟมาเล่นในเอ็นบีเอครั้งแรกในปีค.ศ. 1998 โดยได้ถูกเลือกเป็นอันดับ 9 ในรอบแรกจากทีม มิลว็อคกี้ บัคส์ แต่ก็โดนเทรดไปให้ทีม ดัลลัส ในต้นสังกัดปัจจุบันทีมที่ต้องการตัวเขาอย่างแท้จริง

ฟอร์เวิร์ดเยอรมันคนนี้เป็นผู้เล่นที่ตัวใหญ่มีความสามารถเล่นได้ทั้งใต้แป้นและวงนอก มีความแม่นถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ดีของเจ้าของเสื้อเบอร์ 41 นั่นเอง Dirk Nowitzki ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีรูปแบบครบเครื่องที่สุดจนได้รับการตั้งฉายาว่า “มิสเตอร์ เพอร์เฟ็ค” ซึ่งเขาได้กวาดรางวัลส่วนตัวมาตั้งมากมาย และที่สำคัญคือการได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้เล่นออลสตาร์ 10 สมัยซ้อน , แชมป์ยิงสามแต้มในปี 2006 , ผู้เล่นทรงคุณค่า ของฟีบาในรายการบาสชิงแชมป์โลกปี 2002 , ผู้เล่นทรงคุณค่า ในรายการยูโรลีกปี 2005 และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการคว้า MVP ของฤดูกาลปกติในศึกเอ็นบีเอ ในลีกที่มีการรับยอมรับว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมาครองในปี 2007 และ MVP ในรอบชิงแชมป์ชนะเลิศในฤดูกาลปี 2010-2011 อีกด้วย โดยการันตีได้จากรางวัลมากมายที่เข้าได้รับ ว่าเขาคือผู้ที่เก่งสุดในยุคปัจจุบันนี้

ในปัจจุบัน Dirk Nowitzki มีอายุ 33 ปีและถือเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆของโลกบาสเก็ตบอล ปัจจุบันมีการรับค่าเหนื่อย 19 ล้านเหรียญต่อปี และมีดีกรีความสำเร็จส่วนตัวเทียบเท่า เควิน การ์เน็ตต์ ของ บอสตัน , ทิม ดันแค็น ของ สเปอร์ส , สตีฟ แนช ของ ซันส์ และ โคบี้ ไบรอันท์ ของ แอลเอ เลเกอร์ส

Dirk Nowitzki ได้เป็นที่รักของแฟนๆบาสเก็ตบอลเมือง ดัลลัส อย่างมากและในเมื่อเจ้าตัวมีบทบาทที่สำคัญโดยการพาทีมคว้าแชมป์เอ็นบีเอมาครองแล้วที่เป็นสมัยแรกทั้ง ๆ ที่ Dirk Nowitzki มีอาการบาดเจ็บที่ข้อนิ้ว ยังได้เป็นที่มาของอีก 1 ฉายา “เดิร์ก 9 นิ้ว” แม้จะมีอาการป่วยรบกวนในรอบชิงฯแล้วก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวกลายเป็นตำนาน ufabet แห่งเมือง ดัลลัส ไปอีกคนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด

ดเวนเวด

ดเวนเวด
ดเวนเวด

ดเวนเวด ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ : ดเวน เวด วันเกิด : 17 มกราคม 1982 (อายุ 26 ปี) สัญชาติอเมริกัน ส่วนสูง 6 ฟุต 4 นิ้วน้ำหนัก 216 ปอนด์ ลีกอาชีพ เอ็นบีเอ ทีมปัจจุบัน ไมอามี่ ฮีท ใส่เบอร์เสื้อ 3 เล่นอาชีพปี 2003-ปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา ดเวนเวด

ดเวนเวด หรือชื่อเต็ม ดเวน ไทโรน เหว็ด จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1982 เป็นนักบาสเกตบอลชาวอเมริกันชื่อดังที่เล่นในลีกเอ็นบีเอ (NBA) มีฉายาว่า Flash และ D-Wade ปัจจุบันเล่นอาชีพอยู่กับทีม ไมอามี ฮีท โดยเขาเคยได้รับนักกีฬายอดเยี่ยม จาก Sports Illustrated เป็นคอลัมชื่อดังของusaและ ผู้เล่นทรงคุณค่าของเอ็นบีเอรอบไฟนอล ในปี 2006 (NBA Finals MVP) อีกด้วย

เวด ก้าวเข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอจากการดราฟฟ์เป็นอันดับ 5 ในปี 2003 และเขาก็สามารถสร้างชื่อให้กับตัวเองจนกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จมาที่สุดคนหนึ่งในศึกยัดห่วงเอ็นบีเอ็นทุกวันนี้ โดยเขามีชื่อติดทีมดาวรุ่งประจำฤดูกาลในซีซั่นแรกของตัวเอง รวมถึงติดทีม ออล-สตาร์ ในปีถัดมาอีกด้วย นอกจากนี้ เหว็ด ยังมีส่วนสำคัญที่นำทีม ไมอามี ฮีท คว้าแชมป์เอ็นบีเอ ได้สำเร็จในประวัติศาสตร์ หลังจากเล่นให้กับทีมเป็นฤดูกาลที่ 3 (ปี 2006) ด้วยการเอาชนะ ดัลลัส มาเวอริคส์ มาได้ในเกมรอบชิงชนะเลิศ

ตำแหน่งการเล่น

เวด เล่นในตำแหน่งชู้ตติ้งการ์ด แต่เขาก็สามารถเล่นในตำแหน่ง พอนต์ การ์ด ได้เช่นกัน ในเกมรุก เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความเร็วและยากที่จะป้องกันมากที่สุดในเอ็นบีเอ นอกจากนี้ เขายังแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ไม่เห็นแก่ตัวอีกด้วย โดยเขามีเปอร์เซ็นต์การแอสซิสเฉลี่ย 6.4 ครั้งต่อเกม ตลอดอาชีพนักยัดห่วง และหลังจาก เหว็ด ได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำเกมนัดชิงชนะเลิศ ปี 2006 เขาก็พัฒนาฝีมือการเล่นจนเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตามองมากที่สุดในวงการเอ็นบีเอ

เดวิด ธอร์ป เทรนเนอร์ ซึ่งทำงานให้กับศูนย์การฝึกซ้อมของผู้เล่นเอ็นบีเอ ช่วงปิดฤดูกาล กล่าวชื่อชมพัฒนาการของ เหว็ด ว่า เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่ง สามารถเคลื่อนไหว และมีจังหวะการกระโดดชู้ตได้ดี นอกจากนี้ เขายังมีทีเด็ดอยู่ที่การเลย์-อัพที่เขาสามารถเบียดชนกับคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่าขณะอยู่กลางอากาศได้ดี อย่างไรก็ตาม จุดด้อยของ เหว็ด คือ ความความพยายามในการชู้ต 3 คะแนน ที่ยังมีสถิติที่น้อยอยู่ เฉลี่ยที่ 0.251 เกมตลอดอาชีพของเขาที่ผ่านมา

รางวัลที่ได้รับ1.แชมป์เอ็นบีเอ กับทีมไมอามี ฮีท ปี 2006 2.รางวัลเอ็มวีพีรอบไฟนอล ปี 2006 3.ได้รับเลือกเล่นในเกมออลสตาร์: ปี 2005, 2006, 2007,2008 4.ได้รับเลือกอยู่่ในทีมรวมออลสตาร์: ทีมที่ 2 (2005,2006), ทีมที่ 3 (2007) 5.ทีมรวมเกมรับ: ทีมที่ 2 (2005) 6.ได้รับเลือกอยู่ในทีมดาวรุ่งของเอ็นบีเอ: 2004 7.ได้รับเลือกอยู่ในทีมรวมออลสตาร์สกิลชาลเล้นจ์ แชมเปี้ยน: 2006, 2007 8.เหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิก กับทีมชาติสหรัฐ ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ ปี 2004 9.เหรียญทองแดงในฟีบาเวิร์ลแชมเปียนชิพ กับทีมชาติสหรัฐ ปี 2006 10.คว้าแชมป์ออลสตาร์สกิลชาลเล้นจ์ แชมเปี้ยน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก ufa877

ลอสแอนเจลิสเลเกอร์ส

ลอสแอนเจลิสเลเกอร์ส
ลอสแอนเจลิสเลเกอร์ส

ลอสแอนเจลิสเลเกอร์ส ทีมบาสเกตบอลในลีก NBA ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ตามสถิติเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2004-2005 เป็นทีมที่ชนะมากที่สุด ทำเกมได้ 2,621 เกม ได้มีเปอร์เซนต์ชนะสูงสุดอยู่ที่ 61.9 เปอร์เซ็นและเล่นในรอบชิงชนะเลิศมากที่สุดถึง 30 ครั้ง ชนะเลิศในรอบลึกมากเป็นอันดับที่สองคือ 16 ครั้ง ซึ่งได้เป็นรองเพียงทีมบอสตัน เซลติกส์ นอกจากนี้ยังมีสถิติชนะติดต่อกันมากที่สุดในฤดูกาลถึง 33 เกมอีกด้วย

ประวัติ ลอสแอนเจลิสเลเกอร์ส

ประวัติของเลเกอร์สเริ่มจากทีมดีทรอยต์ เจมส์ ได้เริ่มเล่นในปี ค.ศ. 1946 ในลีกเอ็นบีแอล (NBL) จากการเล่นได้ปีเดียวและมีผลงานชนะเพียง 4 เกมแต่แพ้ถึง 40 เกม เจ้าของเดิม ซี. คิง บอริง ได้ขายทีมให้กับ เบน เบอร์เกอร์ และ มอร์ริส ชาลเฟน เป็นมูลค่า 15,000 ดอลลาร์หรือเป็นจำนวนเงิน 534,000 บาท รวมทั้งได้จ้าง จอห์น คุนด์ลา เข้ามารับหน้าที่โค้ชคนแรกให้กับทีม ต่อจากนั้นได้ย้ายทีมจากเมืองดีทรอยต์ไปอยู่ที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนีโซตา ต่อมารัฐนี้มีทะเลสาบอยู่มากจึงได้ใช้ชื่อใหม่ว่าเลเกอร์ และยังคงใช้ชื่อนี้หลังจากที่ทีมย้ายมาเล่นที่เมืองลอส แอนเจลิสเมื่อต้นฤดูกาลปี ค.ศ. 1960

ก่อนที่จะมีลีก NBA เลเกอร์สเล่นในลีก NBL มาก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1947 และลีก BAA (Basketball Association of America, BAA) ในปี ค.ศ. 1948 สามารถได้แชมป์ของลีกทั้งสองปี ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1949 ลีก NBL และ BAA ได้ร่วมกันตั้งเป็น NBA และเลเกอร์สก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศได้ในหลายปีแรกในภายใต้การนำของ จอร์จ มิคาน ผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเลเกอร์สนั้นได้มาเสริมทีมจากสิทธิ์การดราฟอันดับแรก หลังจากที่ทีม ดีทรอยต์ เจมส์ ได้อันดับรั้งท้ายใน NBL

กระทั่งทีมเลเกอร์สได้ตกต่ำลงหลังจากที่ จอร์จ มิคาน ได้เลิกเล่น ซึ่งได้มีผู้เข้าชมการแข่งขันน้อย และถึงแม้ว่ามีผู้เล่นเก่งอย่าง เอลกิน เบย์เลอร์ ก็ตามก็ทำให้ทีมตัดสินใจย้ายเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1960 หลังจากย้ายทีมก็ได้ผู้เล่นที่เก่งอย่าง เจอร์รี เวสต์ จากการดราฟ และการซื้อตัว วิลต์ แชมเบอร์เลน มาจากในทีมฟิลาเดลเฟีย เซเวนตีซิกเซอร์ส แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะทีมบอสตัน เซลติกส์ซึ่งเป็นแชมป์หลายสมัยในขณะนั้นได้จนกระทั่งปี ค.ศ. 1972 ถึงแม้ว่ามี คารีม อับดุล-จับบาร์ เลเกอร์สก็ไม่สามารถได้แชมป์อีกจนกระทั่งได้เออร์วิน จอห์นสัน (Earvin “Magic” Johnson) มาเล่นให้กับทีมในปี ค.ศ. 1979 และในปีต่อ ๆ มาก็ได้ผู้เล่นอย่าง เจมส์ เวอร์ที และ ไบรอน สก็อตต์ เลเกอร์สในยุคนี้มีฉายาว่า โชว์ไทม์ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการบุกทำคะแนน ในยุคนี้เลเกอร์สามารถชนะเลิศได้หลายสมัย ก่อนที่จะเสื่อมลงและแมจิกจะประกาศว่าตนเองติดเชื้อเอดส์และเลิกเล่นในปี ค.ศ. 1991 สุดท้ายแมจิกได้กลับมาเล่นให้ทีมอีกครั้งเมื่อต้นปี ค.ศ. 1996 และเลิกเล่นถาวรหลังหมดฤดูกาลนั้น

แชค ได้จับมือกับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุชในโอกาลที่เลเกอร์สได้แชมป์เอ็นบีเอปี 2001

ต้นฤดูกาลปี 1996-1997 เลเกอร์ได้เซ็นสัญญาเซนเตอร์ร่างยักษ์ แชคิล โอนีลหรือแชค ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 7 ปี และเทรดเอาโคบี ไบรอันต์ จากทีมชาล็อต ฮอร์เนตส์ นักกีฬาที่ได้ดราฟมาจากระดับมัธยมปลาย เลเกอร์สยังไม่สามารถพาทีมไปคว้าตำแหน่งชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยตกรอบเพลย์ออฟรอบหลังติดกันทุกปี เมื่อ ค.ศ. 1999 เลเกอร์สต้องย้ายสนามใหม่จากเกรต เวสเทิร์น ฟอรัม ไปที่ สเตเพิลส์ เซ็นเตอร์ และได้หัวหน้าโค้ชใหม่คือฟิล แจ็คสัน ซึ่งเขาได้เปลี่ยนระบบการเล่นใหม่เป็นแบบ ไทรแองเกิลออฟเฟนส์ ต่อมาเลเกอร์สได้คว้าแชมป์ติดต่อกันสามสมัย ทำให้หัวหน้าโค้ช ฟิล แจ็คสัน มีสถิติชนะเลิศ 10 ครั้ง เป็นอันดับหนึ่งแซงโค้ช เรด เออบาค ของทีมบอสตัน เซลติกส์ ที่ได้ 9 ครั้ง ในปี 2009 แต่สองปีต่อมาได้มีปัญหาแพ้รอบเพลย์-ออฟโดยเฉพาะในฤดูกาล 2003-2004 ซึ่งการเซ็นสัญญาเอา คาร์ล มาโลน และแกรี เพย์ตัน นักกีฬาที่อนาคตเกียรติยศแต่ก็ไม่เคยได้แชมป์สักครั้ง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่าง แชค กับ โคบี ทำให้ต้องเปลี่ยนหัวหน้าโค้ชและเทรดแชคไปทีมไมอามี ฮีต แกรี เพย์ตัน ถูกเทรดไปทีมบอสตัน เซลติกส์ ส่วน คาร์ล มาโลน ได้ประกาศเลิกเล่นเป็นทางการ

ต่อมาฤดูกาล 2004-2005 เป็นปีที่ตกต่ำของเลเกอร์ส เพราะมีผู้เล่นระดับซุปเปอร์สตาร์เพียงตคนเดียวคือ โคบี ไบรอันต์ ซึ่งโดยลำพังไม่สามารถพาทีมชนะได้ อีกทั้งมีปัญหาคดีความทางศาลของ โคบี และปัญหาสุขภาพของหัวหน้าโค้ชใหม่ รูดี ทอมยาโนวิช ทำให้ต้องออกจากการเป็นหัวหน้าโค้ชกลางคัน และฟิล แจ็คสัน ได้กลับมาเป็นหัวหน้าโค้ชอีกครั้ง แต่ผลงานปีที่ผ่าน ๆ มานั้น เขาแค่ได้เข้ารอบเพลย์-ออฟได้ก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว ufa877 และเมื่อฤดูกาล 2010-2011 ฟิล แจ็คสัน ก็ได้ประกาศลาออก และวางมือจากการเป็นโค้ชใน NBA หลังจากที่ทีมเลเกอร์สแพ้ต่อทีมดัลลัส แมฟริกส์ ในฤดูกาล 2011-2012 ทีมเลเกอร์สได้ ไมค์ บราวน์มาเป็นโค้ช ต่อด้วย ไมค์ ดี. แอนโธนี ในฤดูกาล 2012-2013 ซึ่งได้เข้าไปเล่นในรอบเพลย์-ออฟในฤดูกาลนี้ แต่ก็พ่ายให้กับทีมซานแอนโตนีโอ และต่อเนื่องในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งในฤดูกาลนี้เลเกอร์สได้มีผลงานที่ย่ำแย่มากโดยพ่ายให้กับทีมร่วมเมือง ลอส แอนเจลิส คลิปเปอร์ส ด้วยแต้ม 142-94 ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่มีแต้มห่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมถึง 48 แต้ม โดยหลังจากจบฤดูกาลนั้น มิตช์ คัพเชก ผู้จัดการทั่วไปได้เซ็นสัญญา ไบรอน สก็อตต์ อดีตผู้เล่นของทีมมารับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของทีมตั้งแต่ฤดูกาล 2014-2015 เป็นต้นไป

สถิติฤดูกาลที่ดี/แย่ที่สุด

ดี ในปี 1971-1972 ชนะ 69 แพ้ 13

แย่ ในปี 2015-2016 ชนะ 17 แพ้ 65

เลอบรอน เจมส์

เลอบรอน เจมส์
เลอบรอน เจมส์

เลอบรอน เจมส์ (LeBron James) เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ที่เมือง Akron ในรัฐโอไฮโอ เป็นนักบาสเกตบอลในลีก NBAของทีม ‘ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส’

เจมส์เป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และมีความสามารถที่หลากหลายคนหนึ่งใน NBA มีความสูง 6 ฟุต 8 นิ้ว 203 เซนติเมตร น้ำหนัก 252 ปอนด์ (เมื่อตอนดราฟคัดตัว น้ำหนักหนัก 245 ปอนด์) ถึงแม้ว่าจะเล่นในตำแหน่งสมอลฟอร์เวิร์ดเป็นหลัก เจมส์จึงสามารถเล่นตำแหน่งพอยท์การ์ด และชู้ตติ้งการ์ดได้อีก เจมส์มีสายตาว่องไวที่ดีและมีทักษะในการส่งลูกได้ดีมากอีกด้วย แม้กระทั่งการแย่งลูกให้ผู้เล่นอื่นได้เล่นจึงทำให้ผู้คนมักเปรียบเทียบเขากับแมจิก จอห์นสัน และได้เปรียบเทียบทักษะทางด้านกีฬาและความสามารถในการทำคะแนนกับไมเคิล จอร์แดน ถึงแม้ว่าเขาจะยังอายุน้อย แต่ในหลาย ๆ คนก็คาดเดาเขาว่าจะกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล

ในระดับไฮสกูล

เจมส์เล่นบาสเกตบอลในระดับไฮสกูล (สหรัฐอเมริกา) ที่ St. Vincent-St. Mary High School หรือIRISH ในเมืองAkron โอไฮโอ โดยเล่นในตำแหน่งพอยท์การ์ด ในปีนั้นทีมได้ทำสถิติชนะรวด 27 นัดโดยไม่แพ้เลย และได้เป็นแชมป์ของรัฐ ปีต่อมาเขาทำได้เฉลี่ย 27.8 แต้ม 7.5 รีบาวด์ 5.9 แอสซิสต์ และ 4 สตีล ได้แชมป์ไปอีกสมัย และก็ยังได้ถูกเลือกเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่ง “Mr. Basketball” ของรัฐโอไฮโอ และ “All-USA First Team” ของหนังสือพิมพ์ USA Today

กระทั่งปีที่สามถึงแม้ว่าเจมส์ทำได้ 29.7 คะแนน และ 8.4 รีบาวด์ และได้รับเลือกเป็น Mr. Basketball และ All-USA First Team อีกครั้ง และในช่วงนี้เจมส์ยังได้รับฉายาว่า คิงเจมส์ แต่ทีมไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ ซึ่งเจมส์ได้พยายามขอเข้าดราฟในเอ็นบีเอแต่ก็ได้ถูกปฏิเสธเนื่องจากกฎที่ว่าผู้เล่นต้องจบไฮสกูลถึงจะทำการคัดตัวได้ การเรียกร้องได้ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก เจมส์ได้ปรากฏบนนิตยสารหลายฉบับ และมีบุคคลมีชื่อหลายๆคนเข้าชมเกมที่เขาเล่น และหลายเกมก็ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีนั้นทีมไฮสกูลของเจมส์ก็ได้แชมป์อีกครั้ง เขาได้เข้าร่วมเล่นในเกมออลสตาร์ต่าง ๆ และได้รับตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่า นอกเหนือจาก Mr. Basketball และ All-USA First Team

ในระดับเอ็นบีเอ

เจมส์ ได้ถูกคัดเลือกเป็นคนแรกในการดราฟ ปี พ.ศ. 2546 โดยทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ เขาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากและได้เซ็นสัญญารองเท้ากับไนกี ที่มีมูลค่า 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนที่จะเล่นในเอ็นบีเอเกมแรกด้วยซ้ำ และเขาก็ไม่ทำให้แฟนผิดหวังเมื่อทำคะแนนได้เฉลี่ยตลอดฤดูกาล 20.9 แต้ม 5.4 รีบาวด์ 5.9 แอสซิสต์ และได้รับรางวัลผู้เล่นใหม่ยอดเยี่ยม แต่ทีมก็ไม่ได้เข้าเล่นในเพลย์ออฟ

เลอบรอน เจมส์ เป็นเพื่อนสนิทกับ CARMELO ANTHONY จากทีม เดนเวอร์ นักเก็ต และ DWYANE WADE จากทีม ไมอามี ฮีท ในปี พ.ศ. 2546 ใกล้หมดฤดูกาลเขาเข้าร่วมเล่นในทีมโอลิมปิกของสหรัฐอเมริกาที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ จากทักษะเขาที่ได้เรียนรู้ ในฤดูกาลต่อมาเจมส์เป็นคนแรกที่ทำ 10 คะแนน 10 รีบาวด์ และ 10 แอสซิสต์ คือทริปเปิล-ดับเบิล ในเกมที่อายุน้อยที่สุด และทำคะแนน 50 แต้มในเกมเดียวอีกด้วย แต่ทีมคาวาเลียส์ก็ยังเข้ารอบเพลย์ออฟไม่ได้

ต่อมาในฤดูกาล 2005-2006 คาวาเลียส์ได้ผู้เล่นใหม่มาเสริมทีมคือ ลาร์รี ฮิวส์ แฟนและนักข่าวต่างหวังว่าเจมส์จะสามารถนำทีมเข้าเพลย์ออฟได้ในปีนี้ จนกระทั่งในฤดูกาล 2009-2010ทีมคาวาเลียส์มีลุ้นได้แชมป์ NBA PLAYOFF 2010 ซึ่งมีตัวเก่งอย่าง FORWARDอย่าง เจเจฮิกสัน PG mo wililem แต่สุดท้ายก็ได้แพ้ให้กับคู่ปรับร่วมสายอย่าง บอสตันเซลติก ฤดูกาลอีกครั้ง 2010- 2011 เลอบรอน เจมส์ หมดสัญญากับทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ และได้เซ็นสัญญา 6 ปีกับทีม Miami Heat เช่นเดียวกับ Dwyane Wade และ Chris Bosh

ชายผู้ได้รับฉายา “King of NBA” แห่งยุคปัจจุบัน

ในปี ค.ศ 1984 ที่เมือง Akron ในรัฐ Ohio ซึ่งเป็นปีเกิดของ เลบรอน เจมส์ นักบาสเก็ตบอล ที่ได้รับฉายาว่า King Of NBA ในยุคปัจจุบัน เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน และเติบโตมาด้วยความยากลำบาก มีแม่ และพี่ชายเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว และเพราะความยากจนในวัยเด็ก ทำให้เขาต้องไปอาศัยตามบ้านเพื่อนเป็นประจำ หลังจากนั้นไม่นานเขาได้รู้จักกับ Frankie Walker ซึ่งเป็นโค้ชบาสเก็ตบอลคนแรกของเขา Frankie ให้ เจมส์ ย้ายเข้ามาอยู่บ้านร่วมกับลูกชายของเขา เพื่อฝึกสอนทักษะบาสเก็ตบอล และระเบียบวินัยการใช้ชีวิต

เลบรอน เจมส์ เข้าสู่วงการ NBA ด้วยการเป็นดราท์ฟอันดับ 1 ซึ่งเขาเป็นเพียงคนที่สองที่มาจากมัธยมแล้วได้รับเลือกเป็นดราฟท์อันดับ 1 ของรุ่น โดยทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ Cleveland Cavaliers ซึ่งเป็นทีมเมืองเกิดของเขา จากการดราท์ฟเข้าร่วมทีม จากที่ผลงานของ คลีฟแลนด์ ซึ่งเคยเป็นทีมแจกแต้ม ก็ดีขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นทีมเพลย์ออฟ และเจมส์เขาคือความหวังของคนทั้งเมือง ต่อมาเขาก็ทำให้ทุกคนในเมือง Cleveland ใจสลาย เมื่อได้ตัดสินใจเป็นฟรีเอเจนต์ และย้ายไปร่วมทีม Miami Heat จนชาวเมืองต่างพากันออกมาเผาเสื้อของเขาและกล่าวว่าเขาเป็นคนทรยศ

นับเป็นการตัดสินใจอย่างถูกต้องแล้ว เพราะตลอดระยะเวลา 4 ปี กับ ไมอามี่ ฮีต เขาสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ทั้งหมด และได้สองแชมป์ในปี 2012 และ 2013 ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ LeBron James ก้าวขึ้นมาเป็นซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของลีคอย่างแท้จริง

หลังจากได้คว้าความสำเร็จกับ ไมอามี่ ฮีต เขาได้เลือกย้ายฟรีเอเจนต์กลับมายังทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ อีกครั้ง พร้อมกับกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีม แถมนอกจากนี้เขายังได้ช่วยให้ทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ คว้าแชมป์ NBA มาครองได้อีกเช่นกัน เขาทำให้ชาวเมืองให้อภัยที่ เพราะการคว้าแชมป์ NBA ของทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ นั้นเป็นการลบคำสบประมาทของเมืองนี้ ที่ไม่เคยคว้าแชมป์กีฬาอะไรเลยมาตลอด 50 ปีและในฤดูกาลนี้ เลบรอน เจมส์ หลังจากที่เขาเป็น ฟรีเอเจนต์ เขาได้ตัดสินใจ ย้ายไปอยู่กับ ลอสแอนเจลิส เลเกอส์ Los Angeles Lakers เพื่อคว้าแชมป์อีกครั้ง หลังจากที่ ลอสแอนเจลิส เลเกอส์ นั้นไม่สามารถคว้าแชมป์มาได้หลายปีแล้ว ไม่ว่าในอนาคต เจมส์จะพาทีม ลอสแอนเจลิสเลเกอส์ คว้า แชมป์ NBA ได้หรือไม่ เขาก็ยังเป็น King Of NBA ในยุคปัจจุบันอยู่ดีเมื่อมองจากผลงานของเขาที่ผ่านมาเช่นกัน